ตาอิน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม วันนี้วันพระ วันอุโบสถสามัคคี เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ไง
ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีลให้เป็นศีล ไม่ใช่เป็นศูนย์ เป็นศูนย์หมายความว่ามันว่างเปล่า ถ้ามันเป็นศูนย์ มันเป็นความว่างเปล่า ความว่างเปล่ามันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ อย่างเช่น ในการประพฤติปฏิบัติในปัจจุบันนี้ ว่างๆ ว่างๆ ว่างเปล่า มันไม่มีที่มาที่ไป มันไม่มีเหตุมีผล มันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ แล้วมันถึงไม่มีหลักการ
คนป่วยแล้วหายจากการป่วยไข้นั้น เขามียารักษาจนอาการเขากลับมาเป็นปกติ
นี่ก็เหมือนกัน กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน สิ่งที่ว่ามีศีลมีธรรมเป็นรั้วรอบขอบชิด ถ้ามันเป็นศูนย์ มันไม่มีรั้วรอบขอบชิด มันทำสิ่งใดก็ได้ ทำตามความพอใจของตน ถ้าทำสิ่งใดแล้ว ผลที่ได้รับขึ้นมามันก็กลับไปเป็นวิบากกรรม
วิบากกรรมๆ วิบากกรรมกับหัวใจดวงนั้นมันมืดบอด หัวใจดวงนั้นมันมืดบอด หัวใจดวงนั้นมันไม่สว่างไสว หัวใจดวงนั้นไม่มีสติไม่มีปัญญา ไม่มีการใคร่ครวญว่าสิ่งใดถูกต้องชอบธรรม สิ่งใดควรและไม่ควร แค่ควรและไม่ควรนะ
เวลาในวินัยไง เวลาจะพูดกับพระอาวุโสต้องขอโอกาสๆ ไง ควรและไม่ควร เวลาพระฉันอาหารแล้วเวลาใครมา แล้วจะมากราบพระนั่นน่ะ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เป็นอาบัติทุกกฎ เป็นอาบัติ เป็นอาบัติเพราะอะไร ระหว่างการขบการฉัน ห้าม เว้นไว้แต่เขาฉันเสร็จแล้ว
ในวินัยๆ ไง อาวุโสภันเต ผู้ที่อ่อนพรรษากว่านั่งสูงกว่าตน นี่ผู้อาวุโส เป็นอาบัติทันที เว้นไว้แต่ตอนจะฉันข้าวหรือฉันแล้ว ฉันแล้วลุกไม่ได้ ใครมาก็ลุกไม่ได้ จนกว่าจะฉันจนเสร็จกิจนั้น ถ้าเสร็จกิจนั้นแล้ว ปรับอาบัติ
ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงมหัศจรรย์ไง
โดยธรรมชาตินะ อาวุโส ภันเต ภันเตนั่งสูงกว่าอาวุโส ปรับอาบัติโดยอัตโนมัติเลย เว้นไว้แต่ตอนฉันแล้ว ตอนกำลังระหว่างฉัน ถ้าระหว่างฉันแล้ว ถึงจะภันเต แต่เขานั่งอยู่แล้ว ฉันแล้ว ไปแล้วระหว่างฉันอยู่ ยกเว้นๆๆ
กาลเทศะ เวลาความเหมาะสม ความพอดีไง ถ้ามันมีศีลมีธรรมขึ้นมา กาลเทศะเขารู้ของเขา อะไรควรอะไรไม่ควร ของที่ควร สำคัญว่าไม่ควร ก็ผิด ของที่ไม่ควร สำคัญว่าควร ผิด
นี่ถ้ามันมีสติมีปัญญาไง ถ้ามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา ถ้ามันมีศีล มีศีลมีธรรมโดยสัจจะโดยความจริงขึ้นมา เขารู้กาลเทศะของเขา อะไรควรและอะไรไม่ควร แม้แต่เรื่องของปกติธรรมดา ถ้าของควร เห็นว่าไม่ควร ก็ผิด ของไม่ควร เห็นว่าควร เป็นของเราๆ ผิด นี่ความผิด นี่ธรรมไง ธรรมและวินัย
ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ถ้าเป็นศาสดาของเรา เรามีศีลมีธรรมของเรา ถ้าเรามีศีลมีธรรมของเรา มันมีรั้วรอบขอบชิด ถ้ามีรั้วรอบขอบชิดนะ ในการประพฤติปฏิบัติมีหลักมีเกณฑ์แล้ว มันรู้ความเหมาะสม รู้ความพอดี รู้การกระทำของตน ถ้ามันไม่เหมาะสม ไม่พอดี มีการกระทำไป ทำไปเถอะ ทำให้ตาย ตายอยู่นั่นแหละ ตายอยู่ที่พิธีกรรมไง นั่นคือพิธีกรรม
เวลาคนเขาเสียดสีไง ธุดงควัตรๆ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องของคนวิกลจริตนะ เวลาเขาเสียดสี เขาบอกว่า พระป่าอยู่ป่าเพราะวิกลจริต
วิกลจริตเพราะคนนั้นบ้า มันก็จริงๆ นั่นแหละ
แต่ถ้าคนไม่วิกลจริตไง เขารู้กาละ รู้เทศะ รู้ความเหมาะสม ความไม่เหมาะสม ถ้าความเหมาะสม ความไม่เหมาะสม นั่นแค่มีศีลนะน่ะ นี่เรื่องศีลนะ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามีศีลมีธรรม
ไอ้นี่มันมีศูนย์ ฉันเป็นพระปฏิบัติขึ้นมา กลายเป็นดาบสองคมไง ถือว่าฉันเป็นพระปฏิบัติ ฉันเป็นผู้เคร่งครัด ฉันเป็นแก่นของศาสนา ทำสิ่งใดขวางโลกไปหมดเลย ดีกว่าเขา เหยียบหัวเขา ทำลายเขา อย่างนั้นเป็นธรรมหรือ
มันเป็นธรรมไปไม่ได้
ความเป็นธรรมๆ นะ นี่ไง ของที่เป็นธรรมๆ นะ รวงข้าว เวลาข้าวมันออก ถ้ารวงข้าวที่มันสมบูรณ์แบบของมัน มันน้อมลงต่ำไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดานะ เวลามีใครยกย่องสรรเสริญขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ยินดีเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะยินดีต่อเมื่อดวงตาของเธอมีจักษุญาณ รู้เห็นตามความเป็นจริง เห็นสิ่งใดควรและสิ่งใดไม่ควร สิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ หน้าที่ของเธอหรือไม่ใช่หน้าที่ของเธอ ถ้าเธอทำสิ่งใดมันเป็นความเหมาะสมหรือความไม่เหมาะสมนั้น นั่นเป็นสัจจะเป็นความจริงในคนที่มีคุณธรรมในหัวใจ
ถ้าคนที่ไม่มีคุณธรรมในหัวใจ มันไม่มีกาละ ไม่มีเทศะ เป็นดาบสองคม ขวางเขาไปหมด ขวางเขาไปทั่ว แล้วยังคุยอีกนะ เป็นพระปฏิบัติ เป็นพระมีคุณธรรม
ถ้าคุณธรรม มันมีเหตุมีผล ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพบูชาไง ผู้มีศีลมีธรรมไง ถ้ามีศีลมีธรรม วันนี้วันอุโบสถ สวดปาฏิโมกข์ ศีล ๒๒๗ ถ้าศีล ๒๒๗ ขึ้นมาแล้ว สิ่งนี้เป็นรั้วรอบขอบชิดที่รักษาหัวใจของเรา ถ้ามีสิ่งที่รักษาหัวใจของเรา ถึงวันอุโบสถ เราเข้าหมู่ หมู่สงฆ์ด้วยกัน
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้มาบวชเป็นพระ แล้วบวชเป็นพระแล้วเป็นนักรบ ถ้าเป็นนักรบรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน
เกิดสงครามโลก เกิดสงครามโลกที่เขารบราฆ่าฟันกัน เขารบราฆ่าฟันตายกันเป็นเบือ พวกที่ส่งกำลังบำรุง เราก็รู้เราก็เห็นของเราทั้งนั้นน่ะ ถ้าเกิดสงคราม เกิดการฆ่าฟันกัน ในสงครามไม่มีเหตุมีผล ในสงครามมีการเอาแพ้เอาชนะกันเท่านั้นน่ะ ถ้าผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ เขาเป็นคนดีทั้งนั้นน่ะ นี่ในสงครามนะ
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา เราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็บวชเป็นพระ เป็นพระนี่จะเป็นนักรบ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กิเลสมันอยู่ในหัวใจของตน อวิชชาคือพญามาร เพราะมีอวิชชา จิตนี้ถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเกิดเป็นมนุษย์อวิชชาร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าอวิชชาร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ด้วยอำนาจวาสนา เรายังมีโอกาสได้มาบวชเป็นพระ เราบวชเป็นพระแล้วเราเป็นนักรบ เพราะเราเลือก
ถ้าเป็นภาคปริยัติ เราก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาศึกษาแล้ว โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ๆ มันซาบซึ้ง เวลาสอบมันก็สอบผ่าน สอบผ่าน นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เปรียญ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ เวลาเขามีคณะกรรมการของเขา เขาตรวจสอบ นั่นน่ะมันเป็นองค์กร มันเป็นมาตรฐานที่วัดกันได้
เวลาจะมาปฏิบัติไง จะเป็นพระปฏิบัติ เขาเรียนปริยัติมาแล้วเขาถึงมาปฏิบัติ
ไอ้ของเรานี่พระกรรมฐาน พระกรรมฐานเราบวชกับอุปัชฌาย์มา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ อุปัชฌาย์ให้มาแล้ว เวลาไปขอนิสัยอยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมท่านให้ฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ถ้าเราปฏิบัติแล้ว เราทำความสงบของใจเข้ามา เราภูมิใจ เราพอใจในสถานะของความเป็นพระ ความเป็นนักรบเรา ถ้าความเป็นนักรบแล้ว เห็นไหม
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ปัญญาในพระพุทธศาสนาคือปัญญาทวนกระแสกลับ กลับเข้าไปสู่จิตใจของตน
แล้วปัญญาที่เราศึกษาค้นคว้า ที่เราใช้ปัญญากันอยู่นี่ มันทวนกระแสกลับหรือมันส่งออก มันเป็นปัญญาอะไร
มันเป็นสัญญา เป็นความทรงจำ เป็นการศึกษา เป็นการค้นคว้า เป็นการวิเคราะห์วิจัยทั้งนั้นน่ะ มันไม่มีภาวนามยปัญญาหรอก แล้วภาวนามยปัญญายังไม่เกิดขึ้น มันจะรู้จักกิเลสมันได้อย่างไร มันรู้จักกิเลสยังไม่ได้เพราะมันยังตั้งลำไม่ได้ มันยังหาฐานที่มั่นของมันไม่ได้ มันไม่มีสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน
งานของนักรบ งานของนักรบนี่แหละ ที่เขาเสียดสี พระธุดงค์ พระกรรมฐาน ธุดงควัตรเป็นของเล่น เป็นของเด็กเล่น เพราะอะไร เพราะเขาไม่ปรับอาบัติไง ศีล ๒๒๗ เขาปรับนะ ธุดงค์ ๑๓ อยู่ที่ความพอใจ อยู่ที่การอธิษฐาน แล้วอธิษฐานแล้วล้มลุกคลุกคลานหมดล่ะ เพราะมันทำให้องค์กรของเรามั่นคงขึ้นมา
เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำ ตอนอยู่กับหลวงปู่มั่นท่านถือธุดงค์ไง เวลาเข้าพรรษา ถือธุดงค์ทั้งวัดเลย สุดท้ายแล้วเพราะอะไร เพราะไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ทุกคนก็เข้มแข็ง ทุกคนก็ภูมิอกภูมิใจว่าเจอหลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่มั่นเป็นผู้ผลิตพระอรหันต์ออกมา เป็นโรงงานใหญ่ที่ท่านการกระทำ เข้าไปอยู่กับท่านก็อธิษฐานธุดงควัตรหมดเลย
หลวงตาท่านพูดเอง ถึงเวลามันหายไปเรื่อย หายไปเรื่อย เวลาเหลือท่าน ท่านถึงยืนยันกับหลวงปู่หล้านี่ไง “หล้า ถ้ายังไม่เจอเรา ห้ามเข้าวัดนะ” เพราะบิณฑบาตในบ้านนอกคอกนามันไม่ได้อะไรมาหรอก ได้ข้าวเปล่ากับผักต้มทั้งนั้นน่ะ แล้วแบ่งปันกัน
เวลาคนที่มีจิตใจว่าจะสู้กับกิเลส แค่ธุดงควัตรยังล้มลุกคลุกคลาน ท่านถึงบอกไง เพราะเห็นสภาพนั้นมันถึงเข้มงวดกับตนเองมากขึ้น
ล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้น แค่ถือธุดงค์มันก็ยังล้มเหลว แค่ทำสิ่งใดมันก็ล้มลุกคลุกคลาน มันทำอะไรกันไม่ได้เลย ความจริงจากภายนอกก็ไม่มี ความจริงจากภายในจะเอามาจากไหน ความจริงจากภายในมันก็กลับกลายเป็นทิฏฐิมานะของตนขึ้นมาอีก
ทั้งๆ ที่จะมาเป็นนักรบ รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นไปแล้ว สิ่งที่เป็นกิเลสในใจๆ กลับเป็นทิฏฐิมานะกลับมาอีกชั้นหนึ่ง ศึกษามาก มีความรู้มาก ยิ่งทิฏฐิมานะมาก อีโก้ใหญ่ตัว
ตาอินกับตานา ตาอิน ตานา ตาอินกับหัวปลาไง หัวปลา หัวปลามันมีมัน หัวปลามันมีสารอาหารมากกว่าหางปลา ตาอินกับตานา
เป็นตาอินน่ะ แล้วตาอินเป็นปัญญาชน ปัญญาชนมีการศึกษา ศึกษาแล้วมีสติมีปัญญา ปัญญาก็เป็นอีโก้ อีโก้ขึ้นมา โอ๋ย! ปัญญาเยอะ ทิฏฐิมานะ ทิฏฐิมานะจรดฟ้า ฟ้าไหน ฟ้าในใจ ทิฏฐิมานะค้ำหัวใจ หัวใจจนกิเลสมันไม่มีที่เว้นว่างเลย มีทิฏฐิมานะ มีความอหังการ มีความยิ่งใหญ่
ปฏิบัติอย่างนั้นหรือ ปฏิบัติด้วยอีโก้ใช่ไหม สมาธิเกิดได้อย่างไร สมาธิที่จะมานี่ ว่าปัญญาๆๆ ปัญญาอะไร นั่นล่ะโลกียปัญญา นั่นล่ะปัญญาจากสัญญา ปัญญาจากสมอง ปัญญาจากอารมณ์ ปัญญาจากขันธ์ ๕ อารมณ์ความรู้สึกคือขันธ์ ๕ แล้วพิจารณาๆ ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เป็นปัญญาอบรมสมาธิ พุทโธๆ ก็ไม่ได้ อานาปานสติก็ไม่ได้ ทำสมาธิอย่างไรก็ไม่เป็นสมาธิเสียที พอใช้ปัญญาๆ มีสติปัญญาขึ้นมาก็ใคร่ครวญขึ้นมา
เวลาใคร่ครวญขึ้นมา นี่ไง ธรรมะมีอยู่ดั้งเดิมก็นี่แหละ จิตมันสงบไง เวลาพิจารณาไปแล้วด้วยเหตุด้วยผลไง
เหมือนการเราเป็นพี่เลี้ยงเด็ก เด็กมันทะเลาะเบาะแว้งกัน เด็กมันก็เล่นกันไปประสาเด็ก เวลาผู้ใหญ่ขึ้นมา เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจได้ เราอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ว่าอย่างนี้ควร อย่างนี้ไม่ควร
เด็กนะ ความเป็นเด็ก วุฒิภาวะความเป็นเด็กไร้เดียงสา ความไร้เดียงสานั้นมันจะรู้เรื่องได้อย่างไร ความไร้เดียงสานั้นมันก็รับรู้ด้วยความไร้เดียงสา พูดด้วยความไร้เดียงสา พูดด้วยความรู้แบบไร้เดียงสา ความสะอาดบริสุทธิ์ของตนว่าสิ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงๆ เห็นไหม นี่เด็กๆ
เราเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เรามีเหตุมีผลอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ว่าไอ้นี่มันไม่ใช่ สิ่งที่เด็กรู้เด็กเห็นนี่ใช่ ใช่ หมายความว่า ความไร้เดียงสา เราศึกษามา เด็กเป็นเด็กน้อย ต้องช่วยพ่อแม่ทำหน้าที่การงาน เหล้า บุหรี่ เรื่องอบายมุข ไม่ควรไปยุ่งกับมัน ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามเล่นการพนัน เด็กมันพูดได้แจ้วๆๆ เลย เวลาโตขึ้นมามันชอบ นี่เรามีสติปัญญาอธิบายมันได้
เหมือนกัน “พิจารณาอสุภะ พิจารณากาย พิจารณาเวทนา”
กายอะไรของเอ็ง เวทนาอะไรของมึง มันพิจารณา นี่โลกียะ ถ้าพิจารณาอย่างนี้ ถ้าโดยสติปัญญา นี่ปัญญาอบรมสมาธิ เพราะอะไร เพราะเอ็งยังไม่มีสมาธิ เอ็งทำความสงบของใจไม่เป็น
ความรู้สึกนึกคิดนี้ ใครก็รู้สึกนึกคิดได้ โดยธรรมชาติของจิต จิต ธาตุรู้ สิ่งที่ถูกรู้ มันมีผลกระทบในใจก่อน มันเสวยความรู้สึกนึกคิดนั้นแล้วก็คิดออกมา ธาตุรู้ สิ่งที่ถูกรู้ ขันธ์ ๕ อารมณ์
กระทบอารมณ์นะ “อสุภะ ไง เวทนา พิจารณา พิจารณากาย”
มันสูงสุดคือปัญญาอบรมสมาธิ เพราะเอ็งยังไม่มีสมาธิ เพราะพิจารณาไปแล้วมันก็ปล่อย
นี่ไง ตาอิน ผู้มีสติมีปัญญายิ่งใหญ่ พิจารณาแล้ว อดอาหาร อดนอน เป็นนักรบ จะรบกับกิเลส
จิตมันมีภูมิหรือเปล่า จิตมีอำนาจวาสนาหรือไม่
จิตทำแล้วยังถือทิฏฐิมานะของตนน่ะ อีโก้ยิ่งใหญ่ทำแล้ว ทำแล้วต้องประสบความสำเร็จ ก็ทำแล้ว คิดแล้ว วงจรของความคิดจบแล้ว ปล่อยวางหมดแล้ว บรรลุธรรม
ธรรมอะไร ธรรมที่ไหน ธรรมของใคร ใครรู้ธรรม ใครรู้จักกิเลส ใครเห็นการกระทำระหว่างกองทัพกิเลส กองทัพธรรม ที่ได้พิจารณาวิปัสสนาความรู้แจ้ง ใครเห็น ใครเข้าใจ ใครรู้
ไร้สาระ ตาอิน อีโก้ทั้งนั้น การปฏิบัติไง ปัญญาชนไง ก็ถือว่าเป็นปัญญาชน
บวชเป็นพระมีวุฒิภาวการณ์เกิดเป็นมนุษย์ เป็นอริยทรัพย์ มีอำนาจวาสนามาบวชเป็นพระ ก็บวชแล้วนี่ไง ก็บวชเป็นพระนี่ บวชเสร็จแล้วได้กรรมฐาน ๕ มาด้วย แล้วอยู่กับครูบาอาจารย์ที่เป็นกรรมฐานเสียอีก ครูบาอาจารย์ท่านก็ปฏิบัติแล้ว เราก็จะปฏิบัติตาม ปฏิบัติพอเป็นพิธี นี่แหละเขาเรียกพิธีปฏิบัติ พิธีกรรม ปฏิบัติพอเป็นพิธี
มันก็เป็นพิธีจริงๆ นั่นแหละ แล้วเป็นพิธีปฏิบัติด้วย แล้วถ้าทำตามความถูกต้องชอบธรรม ทำตามสัมมาทิฏฐิด้วยความดีงาม ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ
ใจถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม การกระทำบริหารจัดการในกิจกรรมในใจของตนระหว่างผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ ผู้รู้คือจิต สิ่งให้ถูกรู้คืออารมณ์ ความกระทบในอารมณ์นั้นมันเสวย มันถึงมีอารมณ์มีความรู้สึก มีการกระทำ แล้วใช้ปัญญา
“ปัญญาพิจารณาอสุภะ พิจารณากาย ปล่อยหมดแล้ว”
ปล่อยก็ปล่อย แล้วมีอะไรต่อล่ะ แล้วมีภูมิไหม ภูมิของใคร ภูมิขั้นไหน ภูมิอะไร ภูมิของมนุษย์ ภูมิของปุถุชน แล้วรักษาใจได้หรือเปล่า พิจารณาอสุภะจะเป็นจะตาย ปล่อยวางตอนพิจารณานั้น ปล่อยวางเสร็จแล้วก็กลับมาเหมือนเดิม ภูมิอันเดิม ภูมิอันเก่า ภูมิของความไร้สาระ กลับมาเหมือนเดิม
การปฏิบัติ วงจรของมันไง วัฏฏะไง หมุนกลับมาที่เดิมใช่ไหม ที่เดิม เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง จะเป็นนักรบไง มาบวชเป็นพระไง บวชเป็นพระปฏิบัติด้วย แล้วฝึกหัดด้วย แล้วพิจารณาด้วย แล้วเห็นอสุภะด้วย แล้วพิจารณากายด้วย แล้วก็ปล่อยด้วย
แล้วอย่างไรต่อ
กลับมาที่เดิมไง แล้วมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
นี่ไง ความคิดของคนเร็วกว่าแสง ความคิดคนคิดแล้วคิดเล่า ตรึกในธรรมะก็ตรึกแล้วตรึกเล่า ไม่ใช่ว่าจะตรึกเฉพาะภพชาตินี้
ในสมัยพุทธกาลนะ ใครประพฤติปฏิบัติแล้วมีผลการประพฤติปฏิบัติ ถ้ายากง่ายอย่างใด เขาก็จะไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมพระองค์นั้นจะเป็นอย่างนี้ ทำไมพระองค์นั้นจะเป็นอย่างนั้น
“ภิกษุทั้งหลาย เขาไม่ได้เป็นเฉพาะชาตินี้ เขาเป็นมาแต่อดีตชาติยาวไกลนู่น แล้วผลของมันก็มาเกิดในชาตินี้ไง”
พอเกิดในชาตินี้ก็เป็นปัญญาชนน่ะ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เมืองไทยเป็นศูนย์กลาง เป็นเมืองหลวงของพระพุทธศาสนาน่ะ ศึกษาทางทฤษฎี ศึกษาทางตำราเรียนมากมายมหาศาล ศึกษาจนความรู้ท่วมหัวหมดเลย แล้วประพฤติปฏิบัติก็พอเป็นพิธี พอพิธีปฏิบัติเสร็จแล้ว
อีโก้ มีอะไร ไร้สาระ
ความเป็นสาระ กาลเทศะ เห็นไหม เวลาลูกน้อย ลูกน้อยที่มันไร้เดียงสา มันรักพ่อรักแม่ ประจบพ่อประจบแม่ เวลามันพูดกับพ่อแม่ โอ้โฮ! น่ารักน่าชัง น่ารักน่าชังมากเลย นี่ไง ด้วยอะไร เพราะด้วยความไร้เดียงสาด้วยความถูกต้องชอบธรรม เวลามันไม่ได้สิ่งใดด้วยความพอใจ กระฟัดกระเฟียดเลยล่ะ ไม่รักแม่แล้วล่ะ ไม่พอใจพ่อ ไม่พอใจแม่ทั้งนั้นน่ะ เวลามันไม่ได้ดั่งใจนะ มันกระฟัดกระเฟียดเลยล่ะ เวลาสัมมาทิฏฐิที่มันรักพ่อรักแม่ มันออดมันอ้อน มันพูด แหม! น่ารื่นเริง น่าฟัง มันกระชากหัวใจ
ถ้ามันสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันออดมันอ้อน มันน่ารักน่าชัง เวลามันไม่ได้ดังใจนะ มันกระฟัดกระเฟียด ไม่รักแม่ ไม่รักแม่เลย ไม่พอใจพ่อ ไม่พอใจใครๆ หมดเลย เป็นอย่างนั้นหรือ
แล้วเวลาเป็นผู้ใหญ่อธิบายมันได้ เวลานักปฏิบัติ เอ็งทำใจเป็นหรือเปล่า
ให้หยุด เว้นวรรค แล้วตรึก แล้วคิด แล้วพิจารณา
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระกรรมฐาน พระป่า ธุดงควัตร ๑๓ สิ่งที่อดนอน ผ่อนอาหาร มันเป็นอาวุธทั้งนั้นน่ะ มันเป็นเครื่องมือ ธุดงควัตรเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เครื่องขัดเกลา แต่มันฆ่ากิเลสไม่ได้หรอก สมาธิก็ฆ่ากิเลสไม่ได้ แต่ไม่มีสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนามยปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้หรอก
ถ้าสัมมาสมาธินะ จิตที่สงบระงับ เพราะกิเลสสงบตัวลง แล้วมีสติมีปัญญา เห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง แล้วถ้าเห็นจริงๆ มันเห็นกิเลสเลยล่ะ มันสะเทือนกิเลสมาก
พระกรรมฐาน การขุดคุ้ยค้นคว้าหางานของตน การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสในใจของตน เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมโดยข้อเท็จจริงจากจิตที่สงบระงับเป็นสมถกรรมฐาน ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเห็นกิเลสชัดๆ เห็นกิเลสของตัวเอง แล้วถ้าเห็นกิเลสของตัวเอง มันก็จะธรรมสังเวชเหมือนหลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมาขนาดไหนนะ มันก็เท่าเดิมๆ มันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย มันก็ เอ๊ะ! ทำไมเป็นแบบนี้ๆ
มันก็เป็นแบบปัญญาชน นักปฏิบัติของเราอยู่ในปัจจุบันนี้ไง พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาหมดแล้ว ปล่อยหมดเลย
มีภูมิไหม รู้ไหม สิ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในธัมมจักฯ พูดถึงอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เกิดขึ้นในหัวใจของพระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในหัวใจของนักปฏิบัติ เคยรู้เคยเห็นไหม จับต้องได้ไหม เป็นข้อเท็จจริงไหม มีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ไม่ได้เทียบเคียงให้วุฒิภาวะ ให้ภูมิของตนมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมาเลย ปัญญาชนทั้งหลาย
ปัญญาชนทั้งหลาย นักปฏิบัติทั้งหลาย ตาอิน หัวปลา ว่าเป็นปัญญาชน มีสติมีปัญญา มีศรัทธา เห็นภัยในวัฏสงสาร สละสถานะของความเป็นฆราวาสมาบวชเป็นพระ เป็นนักรบ เพื่อจะรบกับกิเลส เพื่อจะเป็นสาวกสาวกะ เพื่อจะได้เป็นลูกศิษย์กรรมฐาน เพื่อจะได้มีจิต มีจักขุญาณ มีความเห็นจริงตามใจของตน มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาจริงหรือไม่
ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้เฉพาะตน รู้ในใจของตน ไม่ใช่ลูบๆ คลำๆ ไม่ใช่เออออห่อหมก “พิจารณาแล้ว อสุภะพิจารณาแล้ว”
หนังการ์ตูนที่ไหนก็มี นิยายธรรมะ ไปซื้อเอาตามตลาดกี่ร้อยเล่ม ใครมาศึกษาธรรมะแป๊บ เขียนนิยายธรรมะขายทันที เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน เขียนไปเลย ยังไม่เคยทำอะไรเลย จะสอนคนอื่นแล้ว ปัญญาชนทั้งหลาย นักปฏิบัติที่เข้มแข็งมีสิ่งใดที่เป็นจริงขึ้นมาบ้าง
ตาอิน หัวปลา อีโก้รุนแรง ความยิ่งใหญ่ของกิเลสเหยียบย่ำ ศีลอยู่ไหน
ศีล จะรู้จักกาลเทศะ การคลุกคลี การมั่วสุม มันไม่ใช่กิริยาของพระกรรมฐาน มันไม่ใช่กิริยา ไม่ใช่อำนาจวาสนาของนักรบ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนคนเดียวนั้นเท่านั้น ข้าศึกในหัวใจมากมายมหาศาล กองทัพกิเลส ครอบครัวของมาร ตั้งแต่พญามาร ลูกสาวมาร ๓ คน เพราะหลานของมาร เหลนของมาร
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา นี่ปลายแถว นี่คือหลานของมาร
ลูกของมัน อุปาทาน อุปานทานในขันธ์ ๕ อุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่ไง ลูกสาวไง นี่แหละแม่ทัพ จักรพรรดิคือพญามารไง ไม่เคยได้แตะต้องมันเลย ไม่เคยเห็นร่องเห็นรอย อย่าว่าแต่เห็นตัว เห็นร่องเห็นรอยของครอบครัวของมาร เห็นร่องเห็นรอยของมารที่ในกิเลสในใจ มันก็ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ มันถึงทำสมาธิไม่เป็น
ทำสมาธิเป็นนะ จิตมันสงบระงับบ้าง มันจะเห็นร่องเห็นรอย เห็นร่องเห็นรอยแล้ว ถ้ามันน้อมไปเห็นกาย ถ้ามันน้อมไปเห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้ามันเห็นกิเลสนั่นน่ะ นั่นล่ะมันจะรู้มันจะเห็นของมันไง นี่ไง ตาอิน คือหัวปลา คือทิฏฐิมานะ คือความรู้ไง
ตาอินกับตานา ตานาเป็นหางปลา ตาอินเป็นหัวปลา ความเป็นหัวปลาคือปัญญาชน คือผู้มีการศึกษา คือผู้มีวุฒิภาวะ คือผู้ที่เกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มีอำนาจวาสนานะ ได้เกิดมาร่วมกึ่งกลางพระพุทธศาสนากับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น กับครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ แล้วครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติไปเป็นพระอรหันต์มากมาย
ด้วยวาสนา เวลาพระอรหันต์มองไม่เห็น เวลาพวกเปรตพวกมาร ชอบ เวลาพวกฤๅษีชีไพร พวกอภิญญา พวกออกนอกลู่นอกทาง พวกส่งออก พวกมารยาสาไถยน่ะ กินหมาก นั่งพับเพียบ มีมารยาท เป็นกรรมฐาน มันเป็นกิริยาภายนอกทั้งนั้นน่ะ มันเป็นมารยาสาไถย มันเป็นเจ้าขุนมูลนาย มันเป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ แล้วชอบอย่างนั้นน่ะ
เวลาความเป็นจริง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านมีศีลมีธรรมของท่าน มีศีลไม่ใช่มีศูนย์
บวชมาห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เหมือนเป็นธงชัยพระอรหันต์ แต่เวลาประพฤติปฏิบัติไปเป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ อยากจะมีมารยาสาไถย อยากจะมีพิธีกรรมปฏิบัติ เวลาจะปฏิบัติแล้วปฏิบัติพอเป็นพิธี มีแต่พิธีกรรมทั้งนั้นน่ะ ความจริงไม่มี
ความจริงมี จะไม่มั่วสุม ไม่ทำนอกลู่นอกทาง ถ้ามันเป็นจริง มันรังเกียจจากใจ ใจมันรังเกียจเลย เพราะอะไร เพราะใจมันรังเกียจกิเลส ใจที่เป็นธรรมๆ มันไม่ชอบมั่วสุม ไม่ชอบการมั่วสุมกัน การสำมะเลเทเมา นี่มันเรื่องของกิเลสทั้งนั้นน่ะ
ถ้าเรื่องของศีลของธรรม อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จะอยู่คนเดียวก็เหมือนอยู่คนเดียว จะอยู่ในสงฆ์ก็ว่าเหมือนอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวโดยกิริยาของตนไง ถ้าอยู่คนเดียวแล้วดูความรู้สึกนึกคิดในใจของตน ความรู้สึกนึกคิดในใจของตนมันเกิดดับๆ ตลอดเวลา
ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ ผู้รู้คือจิต สิ่งที่ถูกรู้ ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ คืออารมณ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้กระทบกระเทือนกันตลอดเวลา แต่เราไม่รู้ไม่เห็นและเราไม่เข้าใจมันทั้งสิ้น เราไปเห็นแต่อารมณ์ เหมือนกับจิตของตน ดูก็ดูได้แค่อารมณ์ ดูได้แค่ขันธ์ ไม่เคยเห็นจิตของตน เพราะทำสมาธิไม่เป็น
เวลาทำสมาธิมันเป็น มันรู้เลยว่าอารมณ์ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่อารมณ์ อารมณ์ไม่ใช่ขันธ์ ขันธ์ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ เวลาไม่ใช่ขันธ์ เวลามันเป็นอารมณ์ความรู้สึก เป็นขันธ์ขึ้นมา มันเป็นอย่างไร เวลามันวางขันธ์ มันเป็นสัมมาสมาธิ มันเป็นอย่างไร มันวางอย่างนี้มันวางด้วยสัมมาสมาธิ มันวางด้วยกำลัง วางด้วยสติปัญญา ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิมันอบรมอย่างนี้
ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา เวลาอบรมอย่างนี้มันเป็นงานของจิต มันเป็นงานภายใน งานภายในมันต้องมีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเป็นเครื่องอยู่ๆ คือจิตให้มันมั่นคงของมัน ถ้าจิตมั่นคงของมัน มันก็มีกำลัง มันก็มีสติสัมปชัญญะ มันก็จับต้องได้ ที่ว่าอารมณ์ อารมณ์ความรู้สึกมันก็เป็นวัตถุอันหนึ่งไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเลย อารมณ์ๆ นี่เป็นวัตถุอันหนึ่งเลย
ถ้าเป็นอารมณ์ วัตถุกับจิต มันรู้มันเห็น มันชัดมันเจนของมัน ถ้ามันชัดมันเจน มันวางของมันไง มันวางวัตถุๆ วัตถุมันวางได้ อารมณ์วางได้ มันก็เป็นของมันไง ไม่ใช่อีโก้ ตาอิน หัวปลา “พิจารณาอสุภะแล้ว ปล่อยวางหมดแล้ว”
มันปล่อยวางอะไร มันปล่อยวางตรงไหน แล้วมันปล่อยวางขั้นใด
มันปล่อยอย่างนี้ ทางการศึกษา ทางวิจัย ทางวิชาการวิเคราะห์วิจัย เขาก็คิดได้ เวลาเขาเทศนาว่าการในภาคปริยัติ เขาอ่านธรรมะ ในอภิธรรม เริ่มต้น ตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ฝึกหัด ตั้งแต่การกระทำจนถึงที่สุด ปล่อยวาง ปล่อยหมดเลย มันก็เป็นทฤษฎี
นี่ก็เหมือนกัน เวลาทำของเรา เราว่ามันปล่อยหมดแล้ว มันว่างหมดเลย
แล้วมันว่างอย่างไรล่ะ
ปฏิบัติบูชากิเลส มันมีแค่กิริยา กิริยาว่า หนึ่ง เราเกิดเป็นมนุษย์ มีการศึกษาเป็นปัญญาชน แล้วมาบวชมีอุปัชฌาย์ บวชชัดๆ เลย อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่ เป็นพระจริงๆ แล้วก็ปฏิบัติจริงๆ นะ เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาจริงๆ นะ อดนอน ผ่อนอาหารจริงๆ นะ ปฏิบัติจริงๆ แล้วได้อะไรล่ะ
พิธีปฏิบัติไง ได้ครบไง ทำทุกอย่างสมบูรณ์แบบทางทฤษฎีหมดเลย นี่ไง ก็เรียนภาคปริยัติไง ทรงจำธรรมวินัยไว้ไง นี่ไง สิ่งที่เราซื้อโนว์ฮาว เครื่องมือจากต่างประเทศ แล้วใช้อย่างไรล่ะ แล้วประกอบอย่างไรล่ะ
แต่ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สติก็ของเรา สมาธิเราก็ทำขึ้นมา ปัญญาเราฝึกหัด ถ้ามันใช้ปัญญาก็ปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันเป็นโลกียะ มันเป็นเรื่องโลก เกิดจากจิต สมาธิยังไม่มี
ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิอบรมปัญญา ในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านมีสติปัญญาของท่าน พุทโธก็ไม่ได้ พุทโธแล้วไม่สงบสักที อึดอัดขัดข้อง จะปฏิบัติแนวทางไหนมันก็สงบไม่ได้ เราใช้ปัญญาของเราไล่ต้อน พิจารณาแยกแยะ พิจารณาแยกแยะนี้มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือปัญญาพิจารณา ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ เราพิจารณาสิ่งที่ถูกรู้ เพราะสิ่งที่ถูกรู้มีโทษ มันก็วางสิ่งที่ถูกรู้ พอวางสิ่งที่ถูกรู้ มันก็เหลือผู้รู้ไง ผู้รู้ก็คือจิตไง ก็วางแป๊บๆๆ เพราะอะไร เพราะมันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันไม่ใช่สมาธิอบรมปัญญา
พุทโธๆๆ หรืออานาปานสติ เวลาจิตมันจะลง ดิ่งลง ลงด้วยความวูบวาบ นั่นน่ะสิ่งที่ถูกรู้ ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ พุทโธๆ สิ่งที่ถูกรู้คืออานาปานสติ คือคำบริกรรม คือการกระทำ นี่สิ่งที่ถูก รู้เวลามันจิตมันจะลง มันวู้บ นั่นผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ไง
นี่ขั้นของสมถะ นี่ปัญญาอบรมสมาธิ
ตาอิน อีโก้หัวปลาทั้งหลาย ปัญญาชนนักปฏิบัติทั้งหลาย ปฏิบัติอะไรกัน เพียงแต่ว่าเข้าไปชุบไง เอาตัวเองเข้าไปชุบว่ามีครูมีอาจารย์ แต่มันน่าเศร้า ไปชุบผิดที่ ไปชุบ เขาชุบทอง ไอ้นี่ไปชุบตะกั่ว
ชุบทองมันได้ทองนะ ไปชุบตะกั่วมันได้ตะกั่วนะ ชุบขี้ ชุบมูตร ชุบคูถ มันก็ได้มูตรได้คูถนะ
เลือกครูบาอาจารย์ไง นี่ไง เข้ากันโดยธาตุไง ธาตุชอบอย่างนั้น ชอบตรรกะ ชอบมายา ชอบนิยายธรรมะ เพราะมันเป็นสมมุติ มันเข้าใจได้ไง ปัญญาชนเข้าใจได้ เวลาพูดธรรมะโดยตรรกะ เออ! เข้าใจเว้ย เข้าใจ
แต่เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงท่านพูดธรรมะโดยสัจธรรม เฮ้ย! งงว่ะ เฮ้ย! อะไรวะ อะไรวะ ปัญญาชน ทำไมไม่มีปัญญาล่ะ อะไรวะ งงใหญ่เลย
นี่ไง เลือกชุบผิดที่ แต่ธรรมภาคปฏิบัติเขาไม่มีชุบ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโก รู้ชัด รู้แจ้งในใจของตน สันทิฏฐิโก ไม่มีใครแก้ไขใครเชิดชูได้ ถ้าเป็นจริง ครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงท่านให้เราฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริง แล้วความจริงนั้นมันจะเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจ ไม่ใช่ตาอิน
ตาอิน ปัญญาชนก็ยึดมั่นถือมั่นปัญญาของตน ทิฏฐิมานะว่าสูงส่ง อีโก้ยิ่งใหญ่ ปฏิบัติไปด้วยการเชิดชูอีโก้ นิพพานอีโก้ ธรรมะของอีโก้ไง อีโก้ทั้งหลาย ปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมทั้งหลาย กิเลสทั้งนั้น
แต่ถ้าเป็นธรรม รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เรามาหาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง ถ้าท่านมีความเป็นจริงในใจนะ ท่านกลัวอะไร ไม่หวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าอีโก้ของเราจะชน พยายามจะชน จะล้มล้าง ก็ทำไป ท่านไม่หวั่นไหวหรอก เพราะสู้วัวกระทิงไง เอ็งชนอย่างไร เอ็งก็ชนได้แค่ผ้าแดง เอ็งชนถึงตัวนักสู้กระทิงไม่มี เพราะไม่มีตัวตน เขาไม่สนหรอก ไอ้ที่เอ็งจะต่อต้าน เอ็งจะพุ่งชนขนาดไหน ไร้สาระ พุ่งชนก็ภูเขาไง หัวแตกครับ ไร้สาระครับ
พวกปัญญาชนทั้งหลาย ตาอิน คิดว่าตัวเองปัญญายิ่งใหญ่ คิดว่าตัวเองปฏิบัติแล้วประสบความสำเร็จ คิดว่าตัวเองกระทำแล้วสมความปรารถนา มันทองชุบทั้งนั้นน่ะ แล้วมันเป็นมูตรเป็นคูถ มันไม่ใช่ทองต่างหาก ทองมันสีเหลือง มูตรคูถก็สีเหลือง แล้วด้วยวุฒิภาวะ ด้วยมุมมอง ด้วยทัศนคติ ด้วยบุญด้วยบาป มืดบอด ไม่มีอะไรตกค้างในใจเลย
ถ้ามันจะเป็นจริงนะ สูงสุดสู่สามัญ สิ่งที่หัวใจทุกข์ยากนี้เกิดมาด้วยความเป็นมนุษย์ เห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระ เป็นนักรบ ควรจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน ให้ทวนกระแสกลับไปดูความผิดพลาด ไปดูความหยำเป ไปดูความไม่เอาไหนของเรา ไปดูความหยำเป ไปดูความเย่อหยิ่งผยองจองหอง ไร้สาระในใจของตน
แล้วทำใจที่ไร้สาระให้เป็นสาระขึ้นมา ให้ทำสมาธิให้เป็น ให้ทำความสงบของใจให้ได้ ให้ทำสมถกรรมฐานขึ้นมา ให้ใจของตนกลับมายิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ในพุทธะ แค่พุทธะนะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ยังไม่ได้วิปัสสนาเลย ยังไม่ได้ภาวนาเลย
ปัญญาชนทั้งหลาย ฝึกหัดสติ แล้วฝึกหัดทำตนให้เป็นสาวกสาวกะ ให้เป็นสังฆะ ให้เป็นสงฆ์ที่สมบูรณ์แบบ เอวัง